ปลดล็อกเคล็ดลับทฤษฎีจิตวิทยาที่นักบำบัดครอบครัวต้องรู้เพื่อสร้างครอบครัวสุขสันต์

webmaster

가족상담사가 꼭 알아야 할 심리 이론 - **Prompt:** A warm, inviting indoor scene of a multi-generational Thai family, bathed in soft, natur...

สวัสดีค่ะทุกคน! ฟ้าเชื่อว่าหลายคนคงเคยสัมผัสกับความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในครอบครัวกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? ในฐานะนักให้คำปรึกษาครอบครัวที่คลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้มานาน ฟ้าเข้าใจดีเลยค่ะว่าบางครั้งปัญหาก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ความเหินห่าง หรือแม้แต่ความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในบ้านเบื้องหลังพฤติกรรมและความรู้สึกต่างๆ ที่เราเห็น มักมีรากฐานมาจากทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สำคัญ ซึ่งนักบำบัดมืออาชีพหรือแม้แต่คนที่อยากทำความเข้าใจคนในครอบครัวตัวเองให้มากขึ้นก็ไม่ควรมองข้าม ฟ้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นผู้คนเปิดใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยเครื่องมือที่เรามีอยู่ในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาครอบครัวก็ยิ่งซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การนำทฤษฎีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องและทันสมัย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราแก้ปมปัญหาได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพสูงสุด และก้าวทันเทรนด์การให้คำปรึกษาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก หรือการปรึกษาครอบครัวที่เน้นระบบและโครงสร้างครอบครัวพร้อมจะไปสำรวจโลกของทฤษฎีจิตวิทยาที่นักให้คำปรึกษาครอบครัวยุคใหม่ต้องรู้ เพื่อยกระดับความเข้าใจและทักษะการเยียวยาไปพร้อมๆ กับฟ้าแล้วหรือยังคะ?

มาทำความเข้าใจแบบเจาะลึกไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ!

ไขรหัสความสัมพันธ์: ทำไมบางบ้านถึงผูกพัน แต่บางบ้านกลับห่างเหิน

가족상담사가 꼭 알아야 할 심리 이론 - **Prompt:** A warm, inviting indoor scene of a multi-generational Thai family, bathed in soft, natur...

ในฐานะนักให้คำปรึกษาครอบครัวที่คลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้มานาน ฟ้าเข้าใจดีเลยค่ะว่าบางครั้งปัญหาก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ความเหินห่าง หรือแม้แต่ความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในบ้าน เบื้องหลังพฤติกรรมและความรู้สึกต่างๆ ที่เราเห็น มักมีรากฐานมาจากทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สำคัญ ซึ่งนักบำบัดมืออาชีพหรือแม้แต่คนที่อยากทำความเข้าใจคนในครอบครัวตัวเองให้มากขึ้นก็ไม่ควรมองข้าม ฟ้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นผู้คนเปิดใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยเครื่องมือที่เรามีอยู่ในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาครอบครัวก็ยิ่งซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การนำทฤษฎีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องและทันสมัย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราแก้ปมปัญหาได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพสูงสุด และก้าวทันเทรนด์การให้คำปรึกษาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก หรือการปรึกษาครอบครัวที่เน้นระบบและโครงสร้างครอบครัว พร้อมจะไปสำรวจโลกของทฤษฎีจิตวิทยาที่นักให้คำปรึกษาครอบครัวยุคใหม่ต้องรู้ เพื่อยกระดับความเข้าใจและทักษะการเยียวยาไปพร้อมๆ กับฟ้าแล้วหรือยังคะ?

ฟ้าสังเกตมาหลายเคสแล้วว่าความผูกพันในครอบครัวนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญ บางครอบครัวที่ดูอบอุ่น มั่นคง เติบโตมาอย่างดี มักจะมีรูปแบบความผูกพันที่ชัดเจนและแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเอาใจใส่ การให้พื้นที่ส่วนตัว หรือการเป็นที่พึ่งให้กันและกันเมื่อเกิดปัญหา เด็กที่ได้รับความรักและความมั่นคงทางอารมณ์จากพ่อแม่ มักจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และจัดการอารมณ์ได้ดีกว่า ซึ่งฉันเองก็เคยเห็นกับตาว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นตั้งแต่เด็กมีส่วนช่วยให้วัยรุ่นสามารถรับมือกับแรงกดดันจากการเรียนหรือเพื่อนได้อย่างสบายๆ เลยค่ะ แต่ในทางกลับกัน บางครอบครัวที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กัน แต่กลับรู้สึกห่างไกลกันเหลือเกิน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่ามีความผูกพันที่ไม่มั่นคงซ่อนอยู่เบื้องหลัง บางทีความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความไม่เข้าใจกันก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แม้จะอยู่ในบ้านเดียวกันก็ตาม การทำความเข้าใจว่ารูปแบบความผูกพันเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนอย่างไร จึงเป็นสิ่งที่เราในฐานะนักให้คำปรึกษาควรให้ความสำคัญมาก ๆ ค่ะ

ผูกพันอย่างมั่นคง: กุญแจสำคัญสู่ครอบครัวอบอุ่น

จากประสบการณ์ที่ฟ้าได้ทำงานกับหลายครอบครัว การสร้างความผูกพันที่มั่นคงถือเป็นรากฐานสำคัญเลยนะคะ ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาที่เรากลับบ้านแล้วรู้สึกปลอดภัย สบายใจ มีคนพร้อมรับฟังและเข้าใจเสมอ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องร้ายๆ มาแค่ไหน นั่นแหละคือความผูกพันที่แข็งแรง การที่พ่อแม่ตอบสนองความต้องการของลูกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น เวลาลูกร้องก็เข้าไปปลอบโยน หรือเวลาลูกมีความสุขก็ร่วมยินดี ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการปกป้อง สิ่งนี้จะหล่อหลอมให้เขามีความมั่นใจในตัวเองและสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กเล็กๆ เท่านั้นนะคะ แม้แต่คู่รักเอง การที่ต่างฝ่ายต่างเป็นที่พึ่งให้กันและกัน เข้าใจและให้กำลังใจกันในวันที่ท้อแท้ ก็เป็นการเสริมสร้างความผูกพันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเมื่อฉันได้เห็นครอบครัวที่เคยมีปัญหา กลับมาผูกพันกันอย่างอบอุ่นอีกครั้ง ฉันบอกเลยว่ามันคือความสุขที่ยิ่งใหญ่มากๆ ค่ะ

เมื่อความผูกพันกลายเป็นช่องว่าง: เข้าใจบาดแผลในใจ

แต่ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะโชคดีขนาดนั้นใช่ไหมคะ? บางทีรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคงก็สร้างบาดแผลลึกๆ ให้กับสมาชิกในครอบครัวได้ อย่างเคสหนึ่งที่ฟ้าเคยเจอ คุณแม่มักจะยุ่งกับการทำงานจนไม่มีเวลาให้ลูกสาวมากพอ พอโตขึ้นลูกสาวก็รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มั่นใจในตัวเอง พอมีปัญหาก็มักจะเก็บไว้คนเดียวเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ หรือบางเคสที่พ่อแม่มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่รุนแรงหรือไม่สอดคล้องกัน ทำให้เด็กรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าควรจะไว้ใจใครได้บ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์ที่เขาจะสร้างกับคนอื่นในอนาคต พอมาเป็นนักให้คำปรึกษา เราต้องเข้าไปทำความเข้าใจบาดแผลเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และช่วยให้พวกเขามองเห็นรูปแบบความผูกพันที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ในที่สุด ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและหัวใจมากๆ เลยค่ะ

พลังของความคิดและอารมณ์: ปรับมุมมอง สานสัมพันธ์ในบ้านให้แข็งแรง

บ่อยครั้งที่ปัญหาในครอบครัวไม่ได้เกิดจากเรื่องใหญ่โตอะไร แต่มาจากความคิดและความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมกันมา จนกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่เราไม่รู้จะจัดการยังไง ฟ้าเคยเจอหลายครอบครัวที่ทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างการวางของไม่เป็นที่ หรือการไม่ได้ช่วยทำงานบ้าน แต่เบื้องลึกเบื้องหลังแล้ว มันคือความคิดที่ว่า “อีกฝ่ายไม่ใส่ใจฉัน” หรือ “ฉันไม่ได้รับความเคารพ” ซึ่งความคิดเหล่านี้แหละค่ะที่จุดประกายให้เกิดอารมณ์โกรธ หงุดหงิด หรือน้อยใจขึ้นมา และเมื่ออารมณ์เหล่านี้ปะทุขึ้นมา การสื่อสารก็ผิดเพี้ยนไป ทำให้ปัญหายิ่งบานปลาย ฉันเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจกลไกของความคิดและอารมณ์เหล่านี้ เราจะสามารถช่วยให้สมาชิกในครอบครัวมองเห็นมุมมองที่ต่างออกไป และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บ้านกลับมาเป็นที่ที่อบอุ่นและเข้าใจกันได้อีกครั้ง การที่เราได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม มันเหมือนมีแผนที่นำทางให้เราสามารถพาครอบครัวที่หลงทางกลับสู่เส้นทางแห่งความสุขได้ ฉันชอบที่จะช่วยให้พวกเขาค้นพบ “พลังภายใน” ในการปรับเปลี่ยนมุมมองและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ค่ะ

เข้าใจความคิดที่ซ่อนอยู่: รากฐานของพฤติกรรมในครอบครัว

เคยไหมคะที่เห็นบางคนในครอบครัวทำพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ดูเหมือนจะสร้างปัญหาอยู่ตลอดเวลา? จากประสบการณ์ของฟ้า บ่อยครั้งที่พฤติกรรมเหล่านั้นมีต้นตอมาจาก “ความคิดความเชื่อ” ที่ซ่อนอยู่ข้างใน อย่างเช่น ลูกที่ชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกไปไหน อาจจะมีความคิดว่า “ถ้าออกไปข้างนอกจะต้องเจอเรื่องไม่ดี” หรือ “ไม่มีใครเข้าใจฉัน” ซึ่งความคิดเหล่านี้ก็มาจากประสบการณ์ในอดีตที่เขาเคยเจอมานั่นเองค่ะ ในฐานะนักให้คำปรึกษา เรามีหน้าที่ช่วยให้พวกเขาได้สำรวจความคิดเหล่านี้อย่างเปิดใจ โดยไม่ตัดสิน เพื่อให้เขามองเห็นว่าความคิดบางอย่างอาจจะไม่จริงเสมอไป หรือเป็นเพียงมุมมองเดียวที่เขายึดถืออยู่ และเมื่อเขาสามารถปรับเปลี่ยนความคิดได้ พฤติกรรมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งฉันได้เห็นมาแล้วหลายครั้งว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดเพียงเล็กน้อย สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในครอบครัวได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

Advertisement

จัดการอารมณ์ให้ถูกทาง: เมื่อบ้านไม่ใช่สนามรบ

อารมณ์คือสิ่งที่เราทุกคนมี แต่การจัดการอารมณ์ต่างหากที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปในทิศทางไหน ฟ้าเคยเจอเคสที่คุณพ่อคุณแม่มักจะทะเลาะกันเสียงดังต่อหน้าลูกๆ ทำให้ลูกรู้สึกหวาดกลัวและเครียดสะสม พอโตขึ้นก็อาจจะมีปัญหาในการแสดงออกทางอารมณ์หรือไม่กล้าเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เพราะกลัวว่าผลลัพธ์จะเลวร้ายเหมือนที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ค่ะ การสอนให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักอารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะโกรธ เสียใจ ผิดหวัง และหาวิธีระบายหรือจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นอย่างเหมาะสม เช่น การพูดคุยกันอย่างเปิดอก การเขียนระบายความรู้สึก หรือการหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ และช่วยสร้างบรรยากาศในบ้านให้สงบสุขยิ่งขึ้นได้ค่ะ ฟ้าเชื่อว่าบ้านควรเป็นที่พักใจ ไม่ใช่สนามรบที่เราต้องมาฟาดฟันกันเรื่องอารมณ์ และการที่เราช่วยให้พวกเขามีเครื่องมือในการจัดการอารมณ์ จะเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่ครอบครัวจะได้รับเลยค่ะ

จากอดีตถึงปัจจุบัน: ถอดรหัสบาดแผลที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

บางครั้งปัญหาในครอบครัวที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้เมื่อวานนะคะ แต่มันอาจจะมีรากเหง้ามาจากเรื่องราวในอดีตที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนกับลายผ้าไหมไทยที่ทออย่างประณีต แต่หากมีปมเล็กๆ ซ่อนอยู่ ก็อาจจะทำให้ผืนผ้าไม่สมบูรณ์ได้ ฟ้าเคยเจอเคสที่คุณแม่มักจะเข้มงวดกับลูกสาวมากเป็นพิเศษ เพราะในวัยเด็กท่านเองก็เคยถูกคุณยายเข้มงวดมาเหมือนกัน และรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกประสบความสำเร็จ ซึ่งในมุมของคุณแม่คือความรักและความหวังดี แต่ในมุมของลูกสาวกลับกลายเป็นความกดดันและรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือ “วงจร” ที่เราในฐานะนักให้คำปรึกษาต้องเข้าไปช่วยถอดรหัส เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้เห็นถึงอิทธิพลของอดีตที่มีต่อปัจจุบัน และหาวิธีที่จะเยียวยาบาดแผลเหล่านั้น เพื่อไม่ให้มันส่งต่อความเจ็บปวดไปยังรุ่นต่อไปอีก จากที่ฉันได้ลงลึกในแต่ละเคส ฉันรู้สึกทึ่งทุกครั้งที่ได้เห็นว่าเรื่องราวในอดีตมันมีผลต่อชีวิตปัจจุบันของเรามากแค่ไหนจริงๆ ค่ะ

วงจรที่ซ้ำรอย: อิทธิพลของครอบครัวต้นกำเนิด

คุณเคยสังเกตไหมคะว่าทำไมบางครอบครัวถึงมีปัญหาเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? นั่นอาจเป็นเพราะอิทธิพลของ “ครอบครัวต้นกำเนิด” หรือครอบครัวที่เราเติบโตมานั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสาร การแก้ปัญหา หรือแม้แต่การแสดงออกทางความรัก ล้วนเป็นสิ่งที่ซึมซับมาจากพ่อแม่และคนรอบข้างในวัยเด็ก สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเรามาจนถึงปัจจุบัน และอาจจะส่งผลต่อการสร้างครอบครัวของเราเองโดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างเช่น ถ้าเราเติบโตมาในบ้านที่พ่อแม่ไม่เคยพูดถึงความรู้สึกกันเลย เราก็อาจจะติดนิสัยเก็บกดความรู้สึกตัวเองไว้ เมื่อมีครอบครัวเป็นของตัวเองก็อาจจะทำแบบเดียวกัน ทำให้คู่ชีวิตรู้สึกว่าเราไม่เปิดใจ หรือลูกๆ รู้สึกว่าเราไม่เข้าใจพวกเขา การที่เราได้ทบทวนและทำความเข้าใจเรื่องราวในอดีต จะช่วยให้เรามองเห็น “วงจร” เหล่านี้ และเลือกที่จะไม่ทำมันซ้ำอีก เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับครอบครัวของเราค่ะ การค้นพบสิ่งเหล่านี้ในตัวเองและลูกค้าของฉันมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและท้าทายมากค่ะ

เยียวยาอดีต เพื่อสร้างอนาคตใหม่

การเยียวยาบาดแผลจากอดีตไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ มันต้องใช้ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้ แต่ฟ้าเชื่อว่าทุกคนทำได้ค่ะ ในฐานะนักให้คำปรึกษา เราจะคอยเป็นกำลังใจและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านั้น การพูดคุยถึงประสบการณ์ในวัยเด็ก การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น (โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจทำให้เราเจ็บปวด) และการเรียนรู้ที่จะสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่ดีต่อใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกระบวนการสำคัญในการเยียวยา ฉันเคยเห็นผู้คนที่มีบาดแผลฝังลึกมานานหลายสิบปี สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุขและความเข้าใจในตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในงานที่ทำมากๆ ค่ะ

ครอบครัวคือระบบที่ซับซ้อน: เข้าใจทุกองค์ประกอบเพื่อแก้ปมปัญหา

ถ้าเปรียบครอบครัวเป็นเหมือนเครื่องจักรที่ซับซ้อน ทุกชิ้นส่วนล้วนเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันหมดใช่ไหมคะ? เวลาที่ชิ้นส่วนหนึ่งมีปัญหา มันก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบทั้งหมด การมองปัญหาครอบครัวแค่ในมุมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดนักค่ะ ฟ้าเคยเจอเคสที่คุณแม่มาปรึกษาเรื่องลูกชายมีปัญหาพฤติกรรม แต่พอคุยลึกลงไป กลับพบว่าคุณพ่อเองก็มีปัญหาเรื่องความเครียดจากการทำงาน และส่งผลให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดตามไปด้วย ซึ่งลูกชายก็รับเอาความเครียดนั้นมาแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นั่นหมายความว่า ถ้าเราแก้ที่ลูกชายคนเดียว ปัญหาก็อาจจะกลับมาได้อีก เพราะต้นตอจริงๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข การที่เราเข้าใจว่าครอบครัวเป็น “ระบบ” ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของปัญหา และหาวิธีแก้ที่ครอบคลุมทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งฉันมองว่าแนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับนักให้คำปรึกษายุคใหม่ค่ะ เพราะโลกทุกวันนี้มันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาครอบครัวก็เช่นกัน เราจะโฟกัสแค่จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้อีกแล้ว

ไม่ใช่แค่รายบุคคล แต่คือภาพรวมทั้งหมด

เวลาเรามองปัญหาครอบครัว หลายคนมักจะโฟกัสไปที่ “ใครเป็นคนมีปัญหา” ใช่ไหมคะ? อย่างเช่น ลูกเกเร หรือพ่อเจ้าอารมณ์ แต่ในแนวคิดของการปรึกษาครอบครัวเชิงระบบ เราจะมองว่าปัญหาของบุคคลคนหนึ่ง มักจะเป็นอาการที่สะท้อนถึงปัญหาบางอย่างในระบบครอบครัวทั้งหมดค่ะ ฟ้าเชื่อว่าไม่มีใคร “เป็นคนไม่ดี” โดยแท้จริง แต่บางทีสถานการณ์หรือรูปแบบความสัมพันธ์ในครอบครัวต่างหากที่ทำให้คนๆ นั้นแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา อย่างเช่น ลูกที่เก็บตัวอาจจะสะท้อนว่าในบ้านไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เขาแสดงออก หรือสามีที่ติดเหล้าอาจจะสะท้อนถึงความเครียดและความโดดเดี่ยวที่ภรรยาไม่เคยรับรู้ การที่เราชวนทุกคนในครอบครัวมาพูดคุยกันอย่างเปิดอก และมองเห็นว่าทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาและร่วมกันแก้ไข จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่าการโทษกันไปมาค่ะ ฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่าการมองภาพรวมแบบนี้ช่วยให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่เป็น “ปัญหา”

ผลกระทบแบบลูกโซ่: เมื่อคนหนึ่งเปลี่ยน ทุกคนก็ได้รับผล

สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของระบบครอบครัวก็คือ เมื่อมีสมาชิกคนหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม มันจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกคนอื่นๆ และระบบทั้งหมดโดยอัตโนมัติค่ะ ฟ้าเคยเจอเคสที่คุณแม่ตัดสินใจที่จะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ออกกำลังกาย และหาเวลาพักผ่อน เพราะรู้สึกว่าตัวเองเครียดและเหนื่อยล้ามานาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอคุณแม่มีพลังบวกมากขึ้น ก็สามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น มีอารมณ์ขันและใจเย็นกับลูกๆ มากกว่าเดิม ทำให้ลูกๆ รู้สึกสบายใจและมีความสุขตามไปด้วย บรรยากาศในบ้านก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงของคนเพียงคนเดียว สามารถสร้าง “ผลกระทบแบบลูกโซ่” ที่ดีงามให้กับครอบครัวทั้งหมดได้ นักให้คำปรึกษาจึงมีหน้าที่ช่วยจุดประกายการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อให้ครอบครัวสามารถก้าวผ่านปัญหาและเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรงค่ะ

แนวคิดหลัก จุดเน้น บทบาทนักให้คำปรึกษา ตัวอย่างการนำไปใช้ในครอบครัวไทย
ทฤษฎีระบบครอบครัว (Systemic Family Therapy) มองครอบครัวเป็นระบบที่ซับซ้อน ทุกส่วนเชื่อมโยงกัน พฤติกรรมบุคคลสะท้อนปัญหาระบบ ช่วยให้ครอบครัวมองเห็นรูปแบบปฏิสัมพันธ์ ปลดล็อกวงจรปัญหาที่ซ้ำรอย และสร้างรูปแบบใหม่ เมื่อลูกมีปัญหาเรื่องการเรียน แทนที่จะโทษลูกอย่างเดียว ก็จะชวนพ่อแม่มาดูว่ารูปแบบการสื่อสารในบ้านส่งผลต่อลูกอย่างไร เช่น พ่อแม่คาดหวังสูงไปหรือไม่ มีการสนับสนุนที่ถูกต้องหรือเปล่า
ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ความผูกพันในวัยเด็กส่งผลต่อความสัมพันธ์ในปัจจุบัน รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์และความใกล้ชิด ช่วยให้สมาชิกเข้าใจรูปแบบความผูกพันของตนเองและผู้อื่นในครอบครัว เยียวยาบาดแผล และสร้างความผูกพันที่มั่นคงขึ้น คู่รักที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ อาจจะมาจากการที่ตอนเด็กขาดความเอาใจใส่จากพ่อแม่ นักให้คำปรึกษาจะช่วยให้เข้าใจและปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อกัน
การบำบัดที่เน้นทางออก (Solution-Focused Brief Therapy) มุ่งเน้นที่การค้นหาทางออกและจุดแข็งของครอบครัว แทนที่จะจมอยู่กับปัญหา กระตุ้นให้ครอบครัวมองเห็นสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว กำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสร้างแผนการเปลี่ยนแปลง เมื่อครอบครัวมาด้วยปัญหาลูกไม่เชื่อฟัง แทนที่จะคุยกันเรื่องปัญหา นักให้คำปรึกษาจะถามว่า “มีช่วงไหนบ้างที่ลูกฟังดีๆ เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น” เพื่อดึงจุดแข็งออกมา
Advertisement

สร้างทางออก ไม่จมอยู่กับปัญหา: เทคนิคการแก้ปัญหาแบบฉบับครอบครัวยุคใหม่

가족상담사가 꼭 알아야 할 심리 이론 - **Prompt:** A modern, diverse Thai family of four (parents, a teenage boy, and a pre-teen girl) acti...
ในฐานะนักให้คำปรึกษา ฟ้าเชื่อว่าไม่มีครอบครัวไหนที่ไม่มีจุดแข็งหรือทรัพยากรดีๆ ซ่อนอยู่หรอกค่ะ เพียงแต่บางทีในยามที่จมอยู่กับปัญหา เราก็อาจจะมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นไปชั่วขณะหนึ่ง ฉันเคยเจอหลายเคสที่มาด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง คิดว่าปัญหาของครอบครัวตัวเองมันใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขได้ แต่พอเราค่อยๆ ชวนพวกเขามองหา “ทางออก” เล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ หรือชวนให้มองเห็น “ช่วงเวลาที่ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้น” พวกเขาก็จะเริ่มมีความหวังและมองเห็นหนทางที่จะก้าวต่อไปได้ค่ะ การเน้นที่ทางออก ไม่ใช่การมองข้ามปัญหาโดยสิ้นเชิงนะคะ แต่มันคือการเปลี่ยนโฟกัสจากการ “ติดกับดักปัญหา” มาสู่การ “ค้นหาโอกาสในการเติบโต” ซึ่งฟ้ามองว่านี่แหละคือหัวใจสำคัญของการปรึกษาครอบครัวในยุคปัจจุบัน ที่เน้นการสร้างสรรค์และพลังบวกให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่การรื้อฟื้นบาดแผลเก่าๆ เพียงอย่างเดียว การทำงานแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลดล็อกศักยภาพของคนในครอบครัวอย่างแท้จริงค่ะ

มุ่งเน้นจุดแข็ง: ดึงศักยภาพในครอบครัวออกมาใช้

ทุกคนในครอบครัวมีจุดแข็งและความสามารถที่แตกต่างกันใช่ไหมคะ? บางคนเป็นนักวางแผนที่ดี บางคนเป็นผู้ฟังที่ดี หรือบางคนมีความสามารถในการให้กำลังใจผู้อื่น การที่เราในฐานะนักให้คำปรึกษาช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้มองเห็นและดึงจุดแข็งเหล่านี้ออกมาใช้ในการแก้ไขปัญหา จะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ครอบครัวก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ค่ะ ฟ้าเคยแนะนำให้ครอบครัวหนึ่งที่ลูกชายมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ลองให้คุณพ่อที่เก่งเรื่องการพูดคุยกับลูกค้า มาลองใช้ทักษะการสื่อสารแบบเดียวกันกับลูกชายดูบ้าง ผลลัพธ์ที่ได้คือความสัมพันธ์ของพ่อลูกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อได้ใช้จุดแข็งของตัวเอง และลูกชายก็รู้สึกว่าพ่อเข้าใจเขามากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ฉันเชื่อว่าเมื่อเราให้ความสำคัญกับจุดแข็ง เราก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

ก้าวเล็กๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

บางครั้งการแก้ปัญหาไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เสมอไปค่ะ ก้าวเล็กๆ ที่สม่ำเสมอต่างหากที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว ฟ้าเคยแนะนำให้คู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ทะเลาะกันบ่อยเรื่องเวลาที่ใช้ด้วยกัน ลองหาเวลาเพียง 15 นาทีต่อวัน มานั่งคุยกันเรื่องทั่วไป หรือทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกัน โดยไม่มีเรื่องงานหรือเรื่องลูกมาเกี่ยวข้อง แรกๆ พวกเขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันยาก แต่พอทำไปเรื่อยๆ พวกเขาก็เริ่มเห็นว่าความสัมพันธ์ดีขึ้น มีความเข้าใจกันมากขึ้น และปัญหาใหญ่ๆ ก็ค่อยๆ ลดลงไปเองค่ะ นี่คือพลังของ “ก้าวเล็กๆ” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้จริงๆ การที่เราช่วยให้ครอบครัวได้กำหนดเป้าหมายที่ทำได้จริง ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป จะทำให้พวกเขามีแรงใจที่จะเดินหน้าต่อไป และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือเป็นไปไม่ได้ค่ะ

เรื่องเล่าของครอบครัว: เปลี่ยนโฉมปัญหาให้กลายเป็นพลังบวก

คุณเคยสังเกตไหมคะว่าเราทุกคนต่างมี “เรื่องเล่า” ของตัวเอง เรื่องเล่าที่บอกเล่าว่าเราเป็นใคร เรามาจากไหน และปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่คืออะไร? ในมุมมองของฟ้า เรื่องเล่าเหล่านี้มีพลังมหาศาลค่ะ เพราะมันหล่อหลอมวิธีคิด ความรู้สึก และการกระทำของเรา แต่บางครั้ง เรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาก็อาจจะครอบงำเรา จนทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไร้พลังและไม่มีทางออก ฉันเคยเจอเคสที่ลูกสาวคนหนึ่งเล่าว่าครอบครัวของเธอ “เป็นครอบครัวที่มีแต่ปัญหา ไม่มีวันแก้ไขได้” ซึ่งเรื่องเล่านี้ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้และไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่พอเราค่อยๆ ชวนเธอมองหา “เรื่องเล่าอื่น” ที่ซ่อนอยู่ เช่น เรื่องเล่าถึงความรัก ความผูกพัน หรือความพยายามที่จะดูแลกันและกัน เธอก็เริ่มมองเห็นว่าครอบครัวของเธอไม่ได้มีแต่ปัญหาเสมอไป และเธอก็มีพลังที่จะสร้างเรื่องราวบทใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ค่ะ การทำงานแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้เป็นนักเขียนร่วม ที่ช่วยให้ครอบครัวได้เขียนเรื่องราวชีวิตบทใหม่ที่ดีงามกว่าเดิมค่ะ

นิยามใหม่ให้เรื่องราว: เมื่อปัญหาไม่ใช่ตัวเรา

บ่อยครั้งที่เราเผลอรวมปัญหาเข้ากับตัวตนของเรา ใช่ไหมคะ? อย่างเช่น “ฉันเป็นคนขี้โมโห” หรือ “ลูกฉันเป็นคนดื้อ” ซึ่งการนิยามแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่าปัญหามันฝังอยู่ในตัวเรา แก้ไขไม่ได้ แต่ในแนวคิดของการบำบัดเชิงเรื่องเล่า เราจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวแยก “ปัญหา” ออกจาก “ตัวตน” ของพวกเขาค่ะ ฟ้าเคยช่วยให้คุณพ่อท่านหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์ร้อน ได้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วความโกรธเป็นเพียง “แขกไม่ได้รับเชิญ” ที่เข้ามาป่วนในชีวิตของเขา ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเขา และเมื่อเขาสามารถมองเห็นแบบนั้นได้ เขาก็เริ่มมีพลังที่จะต่อสู้กับ “แขกคนนี้” และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นค่ะ การที่เราเปลี่ยนการนิยามปัญหาจาก “ฉันเป็นคนมีปัญหา” มาเป็น “ฉันกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา” ทำให้พวกเขารู้สึกมีพลังและสามารถหาทางรับมือกับปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้นค่ะ

Advertisement

สร้างเส้นทางเรื่องเล่าใหม่: empowering สมาชิกในบ้าน

เมื่อเราสามารถแยกปัญหาออกจากตัวตนได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการชวนครอบครัวมา “สร้างเรื่องเล่าใหม่” ที่เต็มไปด้วยพลังบวกและความหวังค่ะ ฟ้าจะชวนให้พวกเขาพูดถึงช่วงเวลาที่ปัญหานั้นไม่ได้ครอบงำชีวิต หรือช่วงเวลาที่พวกเขาเคยเอาชนะอุปสรรคบางอย่างมาได้ เพื่อดึงเอาความสามารถและทรัพยากรภายในออกมาใช้ หรือการชวนให้พวกเขาจินตนาการถึงอนาคตที่ปัญหาเหล่านั้นหมดไป แล้วชีวิตของครอบครัวจะเป็นอย่างไร การที่เราได้ยินเรื่องเล่าเหล่านี้ซ้ำๆ จะช่วยให้พวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ และมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง อย่างเคสหนึ่งที่ลูกสาวรู้สึกว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง แต่พอเราชวนให้เธอนึกถึงวิชาที่เธอชอบและทำได้ดี เธอก็เริ่มมองเห็นว่าเธอมีความสามารถในด้านอื่นๆ และสามารถต่อยอดไปในอนาคตได้ ซึ่งเป็นการสร้าง “เรื่องเล่าแห่งความหวัง” ที่มอบพลังให้เธอได้อย่างแท้จริงค่ะ

เติมเต็มความสุขเล็กๆ: จิตวิทยาเชิงบวกที่ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นเยอะ

บ่อยครั้งที่เรามัวแต่วิ่งไล่ตามความสุขที่ยิ่งใหญ่ จนลืมความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวันในครอบครัวใช่ไหมคะ? ฟ้าเชื่อว่าการสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความสุข ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายก่อน แต่เราสามารถปลูกฝังสิ่งดีๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ จิตวิทยาเชิงบวกสอนให้เราให้ความสำคัญกับอารมณ์เชิงบวก ความแข็งแกร่งของบุคคล และคุณธรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยมเลยค่ะ ฉันเคยลองให้ครอบครัวหนึ่งที่มักจะมองหาแต่ข้อเสียของกันและกัน ลองหันมาบอกเล่า “เรื่องดีๆ” ที่แต่ละคนทำให้กันในแต่ละวันดูบ้าง แรกๆ พวกเขาก็รู้สึกเขินๆ นะคะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ พวกเขาก็เริ่มเห็นว่าจริงๆ แล้วแต่ละคนก็พยายามทำสิ่งดีๆ ให้กันอยู่เสมอ และความสุขเล็กๆ เหล่านี้แหละค่ะที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้บ้านน่าอยู่ขึ้นเยอะมากๆ จากประสบการณ์ของฉัน การเติมเต็มความสุขเล็กๆ เหล่านี้เหมือนการรดน้ำต้นไม้แห่งความรักให้เติบโตอย่างงดงามค่ะ

ปลูกฝังความชื่นชมและขอบคุณ

การแสดงความชื่นชมและขอบคุณให้แก่กัน เป็นสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมากๆ เลยนะคะ ฟ้าอยากชวนให้ทุกคนลองสังเกตสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่สมาชิกในครอบครัวทำให้กันในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทำงานบ้าน การพูดให้กำลังใจ หรือแม้แต่การยิ้มให้กัน และลองพูดคำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ชื่นชม” ออกมาอย่างจริงใจดูบ้างค่ะ อย่างเคสหนึ่งที่สามีภรรยาไม่ค่อยได้บอกรักกันแล้ว ฟ้าก็ชวนให้พวกเขาลองเขียนข้อความขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ทิ้งไว้ให้กันดูบ้าง ผลลัพธ์คือความสัมพันธ์ของพวกเขากลับมาสดใสอีกครั้ง เพราะต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าได้รับการเห็นคุณค่า และความรักก็เบ่งบานในใจอีกครั้ง การปลูกฝังนิสัยการชื่นชมและขอบคุณนี้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักในบ้านได้อย่างแน่นอนค่ะ

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กัน

บ้านควรเป็นที่ที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง หรือซ่อนความรู้สึกอ่อนแอเอาไว้ใช่ไหมคะ? การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” ให้แก่กันและกันในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนกล้าที่จะแสดงความรู้สึก ปัญหา หรือความกังวลใจออกมาได้อย่างเปิดอก ฟ้าเคยแนะนำให้ครอบครัวหนึ่งจัด “ช่วงเวลาแห่งการแบ่งปัน” ขึ้นมาสัปดาห์ละครั้ง ที่ทุกคนจะมานั่งคุยกันถึงเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ความรู้สึกต่างๆ โดยที่ไม่มีการตัดสินหรือตำหนิกัน สิ่งนี้ช่วยให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองได้รับการรับฟังและเข้าใจ ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเมื่อสมาชิกในครอบครัวรู้สึกปลอดภัยทางใจ พวกเขาก็จะมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้นด้วยค่ะ การได้เห็นครอบครัวที่เคยปิดกั้นตัวเอง กลับมาเปิดใจและเป็นที่พึ่งให้กันได้ มันเป็นอะไรที่เติมเต็มหัวใจฉันมากๆ เลยค่ะ

สรุปส่งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! ฟ้าหวังว่าข้อมูลและเรื่องราวที่นำมาฝากในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามทำความเข้าใจและสานสัมพันธ์ในครอบครัวให้แข็งแรงขึ้นนะคะ จากประสบการณ์ของฟ้า ปัญหาครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ในวันเดียว แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ มีใจที่เปิดกว้าง และพร้อมที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน บ้านของเราก็จะกลับมาเป็นพื้นที่แห่งความรักและความสุขได้อย่างแน่นอนค่ะ จำไว้นะคะว่าความผูกพันในครอบครัวคือรากฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของเราทุกคน และฟ้าเชื่อว่าทุกคนทำได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะคะ!

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่เป็นประโยชน์

1. การทำความเข้าใจรูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) ของตนเองและคนในครอบครัว จะช่วยให้เรามองเห็นรากเหง้าของพฤติกรรมและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงยิ่งขึ้นได้

2. ฝึกสังเกตความคิดและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ เพราะบ่อยครั้งที่ปัญหาในครอบครัวไม่ได้เกิดจากเรื่องใหญ่โต แต่มาจากมุมมองหรือความเชื่อที่ไม่ได้รับการสื่อสารหรือทำความเข้าใจ

3. การเยียวยาบาดแผลจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นจากครอบครัวต้นกำเนิดหรือประสบการณ์วัยเด็ก เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกวงจรปัญหาที่ส่งต่อกันมา และสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้กับครอบครัวของคุณ

4. มองครอบครัวเป็นระบบที่ซับซ้อนและทุกส่วนเชื่อมโยงกัน เมื่อมีสมาชิกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงบวกแบบลูกโซ่ไปยังทุกคนในบ้าน

5. หมั่นเติมเต็มความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวัน เช่น การแสดงความชื่นชม ขอบคุณ หรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กัน ซึ่งเป็นหลักการจากจิตวิทยาเชิงบวกที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าอยู่ให้บ้านของคุณ

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

แก่นแท้ของความสัมพันธ์ในครอบครัวคือความผูกพันที่มั่นคง ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประสบการณ์ในวัยเด็ก และสะท้อนผ่านรูปแบบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น การทำความเข้าใจครอบครัวในฐานะ “ระบบ” ที่ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน จะช่วยให้เราสามารถถอดรหัสและเยียวยาบาดแผลในใจ พร้อมกับสร้างทางออกโดยมุ่งเน้นจุดแข็งและก้าวเล็กๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ การปลูกฝังจิตวิทยาเชิงบวก เช่น การแสดงความชื่นชมและสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ จะช่วยเติมเต็มความสุขและพลังบวกให้บ้านเป็นที่พักใจอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในยุคที่ครอบครัวซับซ้อนขึ้นแบบนี้ ทฤษฎีจิตวิทยาครอบครัวไหนบ้างคะที่ “ฟ้า” คิดว่าสำคัญและนักให้คำปรึกษาครอบครัวยุคใหม่ต้องรู้เป็นอันดับแรก?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้โดนใจฟ้าสุดๆ เลยค่ะ! ในฐานะคนที่ทำงานกับครอบครัวมานาน ฟ้าเห็นเลยว่าการจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่ซับซ้อนได้ เราต้องมีเครื่องมือที่แข็งแกร่งและหลากหลายติดตัวไว้เสมอค่ะ ทฤษฎีที่ฟ้าคิดว่าสำคัญมากๆ สำหรับนักให้คำปรึกษาครอบครัวยุคใหม่ และควรจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งมีอยู่หลายแนวทางเลยค่ะอย่างแรกเลยคือ “ทฤษฎีระบบครอบครัว (Systemic Family Theory)” อันนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยนะคะ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นว่าทุกๆ คนในครอบครัวเชื่อมโยงกันหมด ปัญหาของใครคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่ส่งผลกระทบและถูกหล่อหลอมจากปฏิสัมพันธ์ของทุกคนในระบบ ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาลูกมีปัญหาพฤติกรรมบางอย่าง บางครั้งต้นตอไม่ได้อยู่ที่ลูกคนเดียว แต่อาจมาจากรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของพ่อแม่ หรือความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในบ้าน การที่เรามองเห็นภาพรวมนี้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงจุดที่ต้องแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากกว่าการโฟกัสแค่คนใดคนหนึ่งค่ะ ฟ้าเองใช้แนวทางนี้บ่อยมาก ยิ่งกับครอบครัวไทยที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนและพึ่งพากันสูง นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังจริงๆต่อมาคือ “ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory)” ทฤษฎีนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าประสบการณ์ความผูกพันในวัยเด็ก โดยเฉพาะกับพ่อแม่หรือผู้ดูแล ส่งผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์ของเราในวัยผู้ใหญ่ยังไง เวลาเจอคู่รักที่ทะเลาะกันบ่อยๆ หรือมีปัญหาสื่อสารกันไม่เข้าใจ บางทีรากฐานก็มาจากรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคงตั้งแต่เด็กนั่นแหละค่ะ การช่วยให้พวกเขาเข้าใจรูปแบบความผูกพันของตัวเองและของคู่รัก จะเปิดประตูสู่การเยียวยาและสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงขึ้นได้จริงๆ นะคะแล้วก็ยังมี “จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology)” ที่ฟ้ามองว่าเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและทรงพลังมากๆ ค่ะ มันไม่ได้แค่แก้ปัญหา แต่ช่วยเสริมสร้างจุดแข็ง ความสุข และความสามารถในการฟื้นตัวของครอบครัว แทนที่จะมัวแต่มองหาจุดบกพร่อง เราชวนให้ครอบครัวมองเห็นคุณค่าในตัวเอง มองเห็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ และสร้างบรรยากาศแห่งความรักและความผูกพัน ในประสบการณ์ของฟ้า การที่ครอบครัวสามารถมองเห็นแง่บวกในกันและกันได้ ทำให้พวกเขามีพลังที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้จริงๆ ค่ะสุดท้ายคือ “แนวทางบำบัดที่เน้นการแก้ปัญหา (Solution-Focused Brief Therapy – SFBT)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการให้คำปรึกษาครอบครัวยุคใหม่ แนวทางนี้จะเน้นไปที่การค้นหาทางออกและทรัพยากรที่มีอยู่ของครอบครัว แทนที่จะจมอยู่กับปัญหาในอดีต ฟ้าชอบแนวคิดนี้เพราะมันสร้างความหวังและพลังบวกให้ผู้รับคำปรึกษามากๆ เลยค่ะ เพราะทุกคนมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของตัวเองเสมอ เราแค่อาจจะต้องช่วยจุดประกายให้พวกเขาเห็นเท่านั้นเองการผสมผสานทฤษฎีเหล่านี้เข้าด้วยกัน ทำให้เราเป็นนักให้คำปรึกษาที่รอบด้านและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างแท้จริงค่ะ

ถาม: ทฤษฎีเหล่านี้ฟังดูดีมากๆ เลยค่ะ แต่ถ้าจะนำมาปรับใช้กับครอบครัวไทยที่มีวัฒนธรรมและค่านิยมเฉพาะตัว เราควรคำนึงถึงอะไรเป็นพิเศษบ้างคะ?

ตอบ: จริงเลยค่ะ! นี่คือจุดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากๆ เลยค่ะ เพราะแม้ว่าทฤษฎีจิตวิทยาส่วนใหญ่จะมาจากโลกตะวันตก แต่พอมาถึงบริบทของประเทศไทยเราที่มีวัฒนธรรมและค่านิยมที่แตกต่างกัน เราก็ต้องปรับจูนให้เข้ากันค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฟ้า เวลาทำงานกับครอบครัวไทย สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจและเคารพใน “ความเป็นไทย” ค่ะอย่างแรกที่ฟ้าให้ความสำคัญมากๆ คือ “ความกตัญญู” และ “การเคารพผู้ใหญ่” ในครอบครัวไทยนั้น การแสดงออกถึงการเคารพผู้สูงอายุ หรือพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญมาก บางครั้งเด็กหรือลูกอาจจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือความรู้สึกของตัวเองออกมาตรงๆ เพราะเกรงใจหรือไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ไม่สบายใจ นักให้คำปรึกษาต้องเข้าใจตรงนี้และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะพูด โดยอาจจะต้องหาวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบทของครอบครัวนั้นๆ เช่น อาจจะเริ่มจากคุยแยกเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อให้พวกเขารู้สึกกล้าเปิดใจ แล้วค่อยๆ พามาเจอหน้ากันเพื่อฝึกการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ค่ะประเด็นต่อมาคือ “ความเป็นครอบครัวขยาย” ซึ่งยังคงมีอิทธิพลในสังคมไทยอยู่มาก ปัญหาของคู่สามีภรรยา อาจมีญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือแม้กระทั่งพี่ป้าน้าอาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นการใช้ “ทฤษฎีระบบครอบครัว” ยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกค่ะ เพราะเราต้องมองให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวาง และอาจจะต้องชวนผู้มีอิทธิพลในครอบครัวคนอื่นๆ มาร่วมกระบวนการด้วย เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางเดียวกันและได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างนอกจากนี้ “การแสดงออกทางอารมณ์” ของคนไทยก็มักจะแตกต่างจากฝรั่งค่ะ บางคนอาจจะเก็บกดความรู้สึกไว้ ไม่แสดงออกถึงความโกรธ ความไม่พอใจ หรือความเสียใจออกมาตรงๆ เพราะไม่อยากให้เกิดการปะทะ หรือรู้สึกว่าเป็นการ “เสียมารยาท” ตรงนี้เราต้องใช้ทักษะในการสังเกตภาษากาย น้ำเสียง และคำพูดที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถระบายความรู้สึกออกมาได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม การสอนทักษะการสื่อสารเชิงบวก และการทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเองเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เลยค่ะและที่ฟ้าเจอมาบ่อยๆ คือเรื่องของ “ความเชื่อเรื่องเวรกรรม” หรือ “โชคลาง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย บางครอบครัวอาจจะมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของกรรมเก่า หรือเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ การที่เราเข้าไปแทรกแซงโดยไม่เข้าใจบริบทความเชื่อเหล่านี้ อาจทำให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกต่อต้านได้ค่ะ เราต้องรู้จักปรับใช้ทฤษฎีต่างๆ ให้สอดคล้องกับโลกทัศน์ของพวกเขา โดยไม่ละทิ้งหลักการทางจิตวิทยาที่ถูกต้องนะคะสรุปคือ การนำทฤษฎีจิตวิทยาครอบครัวมาปรับใช้กับครอบครัวไทย ไม่ใช่แค่การแปลภาษา แต่เป็นการ “แปลวัฒนธรรม” ด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจค่ะ

ถาม: ในฐานะนักให้คำปรึกษาครอบครัวมือใหม่ ฟ้ามีคำแนะนำอะไรบ้างไหมคะ สำหรับการรับมือกับความท้าทายที่มักเจอในการนำทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้จริง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด?

ตอบ: สำหรับนักให้คำปรึกษาครอบครัวมือใหม่ทุกคน ฟ้าเข้าใจดีเลยค่ะว่ามันไม่ง่ายเลยใช่ไหมคะ! ฟ้าเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วค่ะ บางทีเราก็รู้สึกว่า “โอ๊ย…ทำไมมันซับซ้อนขนาดนี้” หรือ “ฉันจะช่วยเขาได้จริงๆ เหรอเนี่ย” แต่ฟ้าอยากบอกว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติค่ะ และนี่คือคำแนะนำจากใจของฟ้า ที่หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตเป็นนักให้คำปรึกษาที่แข็งแกร่งนะคะสิ่งแรกและสำคัญที่สุดเลยคือ “การสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและไว้วางใจ” ค่ะ จำไว้เสมอว่าก่อนที่เราจะนำทฤษฎีอะไรมาใช้ ครอบครัวต้องรู้สึกปลอดภัยและเชื่อใจเราก่อน ใช้เวลาในการทำความรู้จักพวกเขา ฟังเรื่องราวของพวกเขาอย่างตั้งใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ และทำให้พวกเขารู้สึกว่าเราอยู่ตรงนั้นเพื่อพวกเขาจริงๆ ถ้าไม่มีความไว้วางใจ ทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลได้เลยค่ะ ในประสบการณ์ของฟ้า การที่ฟ้าเปิดใจเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง หรือแสดงความเข้าใจในอารมณ์ที่ซับซ้อนของพวกเขา ช่วยสร้างสะพานเชื่อมใจได้ดีมากๆ เลยค่ะความท้าทายต่อมาคือ “การรับมือกับการต่อต้าน” ค่ะ บางครั้งครอบครัวอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง หรือมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งที่รู้สึกต่อต้านการเข้ามาของนักให้คำปรึกษา อย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ!
ฟ้าเคยเจอเคสที่พ่อไม่ยอมพูดอะไรเลยตลอดหลายครั้งที่มาเจอ เราต้องอดทนและใช้ความยืดหยุ่นสูง อาจจะต้องปรับกลยุทธ์ ลองเปลี่ยนวิธีคุย ชวนคุยเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาโดยตรง เพื่อสร้างความสบายใจก่อน หรือบางทีการขอคุยแยกกับสมาชิกคนนั้นเพียงลำพัง ก็อาจจะเปิดโอกาสให้เขากล้าพูดมากขึ้นก็ได้ค่ะ จำไว้ว่าการต่อต้านมักจะมาจากความกลัวหรือความไม่เข้าใจ เราต้องช่วยให้พวกเขามองเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยค่ะอีกเรื่องคือ “การรู้จักปรับใช้ทฤษฎีให้ยืดหยุ่น” อย่าไปยึดติดกับทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมากเกินไปนะคะ เพราะแต่ละครอบครัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางครั้งทฤษฎีที่เราเรียนมาเป๊ะๆ อาจไม่เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้าทั้งหมด เราต้องกล้าที่จะผสมผสานแนวคิด ปรับเปลี่ยนเทคนิคให้เข้ากับบริบท วัฒนธรรม และความต้องการของครอบครัวนั้นๆ เหมือนการทำอาหารน่ะค่ะ เรามีสูตร แต่บางทีเราก็ต้องลองใส่เครื่องปรุงเพิ่ม ลดโน่นนิด นี่หน่อย เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปากที่สุดและสุดท้ายที่ฟ้าอยากเน้นย้ำมากๆ คือ “การดูแลและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง” ค่ะ งานให้คำปรึกษาครอบครัวเป็นงานที่ใช้พลังงานสูงมากๆ เราต้องมีระบบซูเปอร์วิชั่น (Supervision) ที่ดี หาที่ปรึกษาที่เราสามารถระบายความรู้สึก ความท้าทาย และขอคำแนะนำได้ การเข้าร่วมเวิร์คช็อป อบรม หรืออ่านหนังสือใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทันสมัยและมีความรู้ที่แน่นปึ้กอยู่เสมอ ฟ้าเองก็ไม่เคยหยุดเรียนรู้เลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมดูแลใจตัวเองให้ดีด้วยนะคะ เพราะถ้าใจเราไม่แข็งแรง เราก็ยากที่จะไปช่วยดูแลใจของคนอื่นได้ค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำกิจกรรมที่ชอบ แล้วกลับมาทำงานด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมอีกครั้งนะคะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement